
พี่จากช่องคนเกษตร ผู้คร่ำหวอดในวงการเกษตรและคอยติดตามสถานการณ์ตลาดทุเรียนอย่างใกล้ชิด ได้ออกมาแบ่งปันแง่คิดสำคัญสำหรับใครที่กำลังลังเลว่า ในยุคที่อะไรๆ ก็ดูยากไปหมดแบบนี้ การเริ่มต้นทำสวนทุเรียนยังเป็นทางเลือกที่ดีอยู่ไหม พี่เขาบอกว่าต้องมองโลกตามความเป็นจริงแต่ไม่ต้องตกใจจนเกินไป
สถานการณ์ที่ชาวสวนต้องเจอในวันนี้
พี่เขาเล่าให้ฟังว่า ปีนี้ถือเป็นปีที่ท้าทายมากสำหรับพี่น้องชาวสวนทุเรียน เพราะราคาที่เคยพุ่งสูงเป็น เลข 3 หลัก กลับลดฮวบลงมาเหลือเพียง เลข 2 หลัก เท่านั้น แถมยังมีปัญหาเรื่องสารตกค้างอย่าง แคดเมียม และโรค BY2 (Basic Yellow 2) ที่ทำให้ตลาดจีนเข้มงวดกับการนำเข้าทุเรียนจากไทยมากขึ้นไปอีก ไหนจะเรื่องพื้นที่ปลูกที่เพิ่มขึ้นมหาศาลจนหลายคนกลัวว่าทุเรียนจะล้นตลาด
แต่ถึงอย่างนั้น พี่เขาก็ยังยืนยันคำเดิมว่า “ทุเรียนยังน่าลงทุน” เพียงแต่ต้องเปลี่ยนวิธีการคิดและวิธีการปลูก ไม่ใช่ทำตามๆ กันไปเหมือนเมื่อก่อน
“ถ้าเราปลูกปีนี้ อีก 4-5 ปีข้างหน้าผลผลิตถึงจะออก ตอนนั้นคนที่ปลูกตามกระแสอาจจะเลิกไปแล้ว จะเหลือแต่ตัวจริงที่เป็นมืออาชีพเท่านั้นที่จะได้ครองตลาด”
2 กลุ่มที่ต้องวางแผนให้ต่างกัน
พี่เขาแบ่งคนสวนออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่าใครควรทำอะไร:
- กลุ่มที่ปลูกไปแล้ว: กลุ่มนี้ลงเงินลงแรงไปเยอะแล้ว ทั้งค่าต้นพันธุ์ ค่าเตรียมดิน ยกโคก สิ่งที่ต้องทำตอนนี้คือการบริหารจัดการสวนให้มีประสิทธิภาพสูงสุดเพื่อลดต้นทุน
- กลุ่มที่กำลังจะเริ่มปลูก: กลุ่มนี้ต้องศึกษาข้อมูลเชิงลึกให้หนักกว่าเดิม ต้องรู้ว่าทุเรียนชอบดินแบบไหน น้ำอย่างไร สภาพอากาศที่สวนเราไหวไหม เพราะทุเรียนต้องใช้เวลาถึง 4-5 ปี กว่าจะเริ่มคืนทุน
การวางแผนการเงินและต้นทุนที่ต้องเตรียม

สำหรับมือใหม่ พี่เขาเน้นย้ำว่าอย่ามองแค่ค่าต้นพันธุ์ เพราะรายจ่ายจริงๆ มันมีมากกว่านั้นเยอะ:
- การเตรียมพื้นที่: ทั้งการปรับหน้าดินและการ ยกโคก เพื่อป้องกันโรครากเน่าโคนเน่า
- ระบบน้ำ: ถือเป็นหัวใจหลักที่ต้องลงทุนให้จบตั้งแต่แรก
- ค่าแรงงาน: ในระยะยาวนี่คือรายจ่ายก้อนใหญ่ที่ต้องวางแผนให้ดี
- ค่าปุ๋ยและยา: พี่เขาบอกว่าในช่วง 4-5 ปี แรกที่ต้นยังไม่ให้ผล เราต้องควักกระเป๋าจ่ายส่วนนี้ตลอดโดยที่ยังไม่มีรายได้จากทุเรียนเข้ามาเลย
สูตรลดต้นทุน: ทุเรียนก็เหมือนคน
เคล็ดลับที่พี่เขาสอนน้องๆ คือเรื่องการให้ปุ๋ยและยา พี่บอกว่าอย่าไป “ยัดเยียด” ให้เขาจนเกินไป เพราะทุเรียนก็เหมือนคนเรานี่แหละ มีเวลากิน มีเวลาพัก ถ้าเราประโคมใส่เข้าไปนอกจากจะสิ้นเปลืองเงินในกระเป๋าแล้ว สารเหล่านั้นยังอาจตกค้างและทำให้ดินเสียอีกด้วย
แนวทางการใช้ยาและปุ๋ยอย่างฉลาด:
- ยารา: ถ้าไม่มีฝนตกหรือไม่มีความชื้นสูง ไม่ต้องใช้ ให้เปลืองเงิน
- ปุ๋ยและฮอร์โมน: ให้ตามรอบตามความจำเป็น อย่าให้ตามความเชื่อหรือตามคำโฆษณา
“พืชกินไม่ไหว มันก็ตกค้าง ไม่เกิดประโยชน์ แถมยังสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ”
ทางรอดที่ยั่งยืนด้วย “ศาสตร์พระราชา”

พี่เขาแนะนำว่ามือใหม่ไม่ควรปลูกทุเรียนเชิงเดี่ยวเพียงอย่างเดียว (Monoculture) เพราะถ้าปีไหนราคาตก เราจะไม่มีรายได้ทางอื่นเลย พี่ให้ใช้หลักเกษตรผสมผสาน ปลูกพืชให้มีรายได้หลายระยะ:
- รายได้รายวัน/รายสัปดาห์: ปลูกพืชผักสวนครัวหรือไม้ล้มลุก
- รายได้รายเดือน: ปลูกไม้ผลอื่นๆ ที่ออกผลสลับกัน
- รายได้รายปี: คือทุเรียนที่เป็นรายได้หลัก
การทำแบบนี้จะช่วยให้เรามี “เงินหมุนเวียน” ในสวนตลอดทั้งปี โดยไม่ต้องรอเงินจากทุเรียนเพียงอย่างเดียว ซึ่งจะทำให้เราอยู่ได้อย่างยั่งยืนกว่า
อนาคตทุเรียนไทยในตลาดโลก
แม้ว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่าง เวียดนาม กัมพูชา ลาว หรือมาเลเซีย จะเริ่มปลูกทุเรียนกันมากขึ้น และเวียดนามอาจจะได้เปรียบเรื่องระยะทางที่ใกล้จีนมากกว่า ทำให้ค่าขนส่งเขาถูกกว่าเรา แต่พี่เขาก็มองว่าไทยเรายังมีไม้ตายสำคัญ นั่นคือ “คุณภาพ”
ถ้าพี่น้องชาวสวนไทยร่วมมือกัน ไม่ตัด ทุเรียนอ่อน ออกสู่ตลาด และรักษามาตรฐานความปลอดภัยจากสารตกค้างให้ได้ พี่เชื่อว่ายังไงทุเรียนไทยก็ยืนหนึ่งในใจคนกินทั่วโลก
สุดท้ายนี้ พี่เขาฝากไว้ว่าความสำเร็จในสวนทุเรียนไม่ได้มาจากโชคช่วย แต่มาจากการ ใส่ใจ ศึกษาข้อมูล และทำงานร่วมกัน ทั้งเกษตรกร ล้ง และภาครัฐ เพื่อพัฒนาคุณภาพทุเรียนไทยให้ยั่งยืนสืบไปครับ